นักเทรดส่วนใหญ่ชอบดูตัวเลขกำไร แต่ตัวเลขที่บอกความจริงเกี่ยวกับพอร์ตได้ดีกว่ากลับเป็นอีกตัวหนึ่ง นั่นคือ Drawdown หรือที่นักเทรดไทยเรียกสั้น ๆ ว่า “ค่า DD” เพราะมันคือตัวเลขที่บอกว่าพอร์ตของคุณเคยติดลบลึกที่สุดแค่ไหน และนั่นคือสิ่งที่ตัดสินว่าคุณจะอยู่รอดในตลาดนี้ได้นานหรือไม่
บทความนี้จะอธิบายว่า Drawdown คืออะไร มีกี่ประเภท คำนวณอย่างไร ตัวเลขเท่าไหร่ที่ควรเริ่มกังวล และที่สำคัญที่สุดคือเหตุผลทางคณิตศาสตร์ที่ทำให้ Drawdown สูง ๆ อันตรายกว่าที่คิดมาก
Drawdown คืออะไร
Drawdown คือระยะห่างระหว่างจุดสูงสุดของเงินในพอร์ตกับจุดต่ำสุดที่ตามมา วัดเป็นเปอร์เซ็นต์ พูดง่าย ๆ คือ “พอร์ตเคยลดลงจากจุดพีคไปมากที่สุดกี่เปอร์เซ็นต์”
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ สมมติคุณเริ่มต้นด้วยเงิน 1,000 ดอลลาร์ เทรดไปสักพักพอร์ตขึ้นไปถึง 1,500 ดอลลาร์ จากนั้นเจอช่วงที่เทรดผิดทางติดกันหลายไม้จนเหลือ 1,050 ดอลลาร์ ก่อนจะกลับมาทำกำไรได้อีกครั้ง
ในกรณีนี้ Drawdown ไม่ได้นับจากเงินต้น 1,000 ดอลลาร์ แต่นับจากจุดสูงสุดคือ 1,500 ดอลลาร์ ลงมาที่ 1,050 ดอลลาร์ ซึ่งเท่ากับลดลง 450 ดอลลาร์ หรือคิดเป็น 30% นั่นคือค่า Drawdown ของคุณ
จุดที่หลายคนเข้าใจผิดคือคิดว่าพอร์ตยังกำไรอยู่ (1,050 มากกว่าเงินต้น 1,000) แสดงว่าไม่มีปัญหา แต่ในมุมของการวัดความเสี่ยง การที่พอร์ตหายไป 30% จากจุดพีคคือสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าระบบเทรดหรือการบริหารเงินกำลังมีจุดอ่อน
Drawdown มีกี่ประเภท
ในโปรแกรม MetaTrader และรายงานผลการเทรดทั่วไป คุณจะเจอค่า Drawdown อยู่หลายแบบ ซึ่งแต่ละแบบบอกคนละเรื่องกัน
1. Absolute Drawdown
วัดจากเงินทุนเริ่มต้นลงมาถึงจุดต่ำสุดที่เคยเกิดขึ้น ตัวเลขนี้บอกว่าเงินต้นของคุณเคยถูกกินไปลึกแค่ไหน ถ้าค่านี้เป็นศูนย์แปลว่าพอร์ตไม่เคยต่ำกว่าเงินต้นเลย
2. Maximum Drawdown (Max DD)
คือค่าที่นักเทรดใช้กันมากที่สุด วัดจากจุดสูงสุดลงมาจุดต่ำสุดที่ตามมา คิดเป็นจำนวนเงิน ค่านี้ตอบคำถามว่า “ช่วงที่แย่ที่สุดที่ระบบนี้เคยเจอ หนักแค่ไหน”
3. Relative Drawdown
เหมือน Maximum Drawdown แต่คิดเป็นเปอร์เซ็นต์แทนจำนวนเงิน ทำให้เปรียบเทียบระหว่างพอร์ตขนาดต่างกันได้อย่างยุติธรรม เวลามีคนอวดว่า “ระบบนี้ DD แค่ 15%” เขากำลังพูดถึงค่านี้
4. Floating Drawdown
คือการติดลบของออเดอร์ที่ยังไม่ปิด หลายคนมองข้ามค่านี้เพราะยังไม่ขาดทุนจริง แต่ถ้า Floating Drawdown ลึกจนใกล้ระดับที่โบรกเกอร์จะบังคับปิดออเดอร์ พอร์ตก็จบได้ทันทีโดยที่คุณไม่ได้กดปิดเอง
ทำไม Drawdown สูงถึงอันตรายกว่าที่คิด
นี่คือหัวใจของบทความนี้ และเป็นเรื่องที่นักเทรดมือใหม่มักประเมินต่ำเกินไป เพราะการขาดทุนกับการกลับมาเท่าทุนนั้น ไม่ได้ใช้เปอร์เซ็นต์เท่ากัน
เมื่อพอร์ตขาดทุนไป 50% เงินที่เหลือจะมีแค่ครึ่งเดียว การจะกลับไปที่เดิมคุณต้องทำกำไรจากฐานที่เล็กลงแล้ว ซึ่งต้องใช้ถึง 100% ไม่ใช่ 50% ตามที่หลายคนเข้าใจ
| Drawdown ที่เกิดขึ้น | เงินที่เหลือจาก 1,000$ | ต้องทำกำไรกี่ % ถึงกลับมาเท่าทุน |
|---|---|---|
| 10% | 900$ | 11.1% |
| 20% | 800$ | 25% |
| 30% | 700$ | 42.9% |
| 50% | 500$ | 100% |
| 70% | 300$ | 233% |
| 90% | 100$ | 900% |
ตัวเลขในตารางอธิบายว่าทำไมนักเทรดที่เจอ Drawdown เกิน 50% ส่วนใหญ่จึงไม่กลับมาเท่าทุนอีกเลย เพราะการทำกำไร 100% จากพอร์ตที่เหลือครึ่งเดียวเป็นงานที่ยากกว่าการทำกำไร 20% หลายเท่า และความกดดันทางจิตใจในช่วงนั้นมักผลักให้คนเพิ่มขนาดออเดอร์เพื่อเอาคืนเร็ว ๆ ซึ่งเป็นทางที่พาไปสู่การล้างพอร์ตเร็วขึ้นไปอีก
Drawdown เท่าไหร่ถึงเรียกว่าอยู่ในเกณฑ์ดี
ไม่มีตัวเลขตายตัวที่ใช้ได้กับทุกคน เพราะขึ้นกับสไตล์การเทรดและความเสี่ยงที่แต่ละคนรับได้ แต่พอจะใช้เป็นกรอบอ้างอิงได้ประมาณนี้
- ต่ำกว่า 10% ถือว่าควบคุมความเสี่ยงได้ดีมาก มักพบในระบบที่เน้นความสม่ำเสมอมากกว่าผลตอบแทนสูง
- 10-20% อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้สำหรับนักเทรดทั่วไป ยังฟื้นตัวได้ไม่ยากเกินไป
- 20-30% เริ่มต้องทบทวนแล้วว่าขนาดออเดอร์ใหญ่เกินไปหรือไม่ หรือระบบมีจุดอ่อนในสภาวะตลาดบางแบบ
- เกิน 30% เป็นสัญญาณอันตราย ควรหยุดเทรดเพื่อทบทวนระบบทั้งหมดก่อนเดินต่อ
สิ่งที่ต้องระวังคือ Drawdown ที่ต่ำผิดปกติในระบบที่ให้ผลตอบแทนสูงมาก มักไม่ได้แปลว่าระบบดี แต่มักแปลว่ายังไม่เจอสภาวะตลาดที่เป็นจุดอ่อนของมัน โดยเฉพาะระบบประเภทที่ถัวเฉลี่ยขาดทุนไปเรื่อย ๆ ซึ่งกราฟจะสวยมากจนถึงวันที่พอร์ตหายไปทั้งก้อนในครั้งเดียว
วิธีคำนวณ Drawdown ด้วยตัวเอง
สูตรคำนวณตรงไปตรงมา ไม่ต้องใช้โปรแกรมอะไรพิเศษ
Drawdown (%) = ((จุดสูงสุด − จุดต่ำสุดที่ตามมา) ÷ จุดสูงสุด) × 100
ลองใช้กับตัวเลขจริง สมมติพอร์ตขึ้นไปสูงสุดที่ 2,400 ดอลลาร์ แล้วลดลงมาต่ำสุดที่ 1,680 ดอลลาร์
ผลต่างคือ 2,400 − 1,680 = 720 ดอลลาร์ นำไปหารด้วยจุดสูงสุด 2,400 จะได้ 0.30 คูณ 100 เท่ากับ Drawdown 30%
ถ้าใช้ MetaTrader 4 หรือ 5 อยู่แล้ว สามารถดูค่านี้ได้โดยไม่ต้องคำนวณเอง ไปที่แท็บ Account History แล้วคลิกขวาเลือก Save as Detailed Report ระบบจะสรุปค่า Absolute, Maximal และ Relative Drawdown ให้ครบ
วิธีควบคุม Drawdown ไม่ให้บานปลาย
Drawdown เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทุกระบบเทรดในโลกล้วนมีช่วงที่ขาดทุน สิ่งที่ทำได้คือควบคุมไม่ให้มันลึกเกินจุดที่ฟื้นตัวไหว
กำหนดความเสี่ยงต่อไม้ให้ชัดเจน
หลักที่ใช้กันแพร่หลายคือเสี่ยงไม่เกิน 1-2% ของพอร์ตต่อการเทรดหนึ่งครั้ง ด้วยอัตรานี้ ต่อให้ผิดทางติดกัน 10 ไม้ พอร์ตจะลดลงราว 10-20% ซึ่งยังอยู่ในระดับที่กลับมาได้ เรื่องนี้เชื่อมโดยตรงกับการเลือก ขนาด Lot ที่เหมาะกับเงินทุน เพราะ Lot ใหญ่เกินตัวคือสาเหตุอันดับหนึ่งของ Drawdown ที่ควบคุมไม่ได้
ตั้งจุดตัดขาดทุนทุกครั้ง
การเทรดโดยไม่ตั้ง Stop Loss ทำให้ Drawdown ไม่มีเพดาน ออเดอร์ที่ติดลบสามารถลากพอร์ตลงได้เรื่อย ๆ จนถูกบังคับปิด การมีจุดตัดขาดทุนคือการกำหนดล่วงหน้าว่าไม้นี้จะเสียได้มากที่สุดเท่าไหร่
ระวังเลเวอเรจที่สูงเกินความจำเป็น
Leverage ไม่ได้ทำให้ขาดทุนโดยตรง แต่มันเปิดโอกาสให้เปิดออเดอร์ใหญ่เกินกำลัง ซึ่งเป็นตัวเร่งให้ Drawdown ลึกเร็วขึ้นหลายเท่า นักเทรดที่ใช้เลเวอเรจสูงมักไม่รู้ตัวว่าความเสี่ยงต่อไม้ของตัวเองเกิน 10% ไปแล้ว
กำหนดเพดานการขาดทุนรายวันและรายเดือน
ตั้งกฎไว้ล่วงหน้าว่าถ้าวันไหนขาดทุนถึง 3% จะหยุดเทรดทันที และถ้าเดือนไหนถึง 10% จะหยุดทบทวนระบบ กฎแบบนี้ตัดวงจรการเทรดแก้แค้นซึ่งเป็นต้นเหตุที่ทำให้ Drawdown ธรรมดากลายเป็นหายนะ แนวคิดนี้เป็นส่วนหนึ่งของ การบริหารเงินทุน ที่นักเทรดอาชีพให้ความสำคัญมากกว่าการหาจุดเข้าออเดอร์เสียอีก
อย่าลืมนับต้นทุนที่มองไม่เห็น
ค่าธรรมเนียมอย่าง Spread และค่าธรรมเนียมข้ามคืนถูกหักจากพอร์ตทุกครั้งที่เทรด สำหรับคนที่เทรดถี่ ต้นทุนสะสมส่วนนี้ทำให้ Drawdown ลึกกว่าที่ประเมินไว้พอสมควร
ใช้ Drawdown ประเมินระบบเทรดและ EA
เวลามีคนเสนอระบบเทรดอัตโนมัติหรือบริการคัดลอกสัญญาณ ตัวเลขแรกที่ควรถามไม่ใช่ผลตอบแทนต่อเดือน แต่เป็น Maximum Drawdown ที่ระบบนั้นเคยทำไว้ พร้อมกับคำถามว่าสถิตินั้นเก็บมานานแค่ไหน
ระบบที่ผ่านการทดสอบมาเพียงไม่กี่เดือนในสภาวะตลาดแบบเดียว ตัวเลข Drawdown ที่สวยงามยังไม่มีความหมายมากนัก เพราะยังไม่เคยเจอช่วงข่าวแรง ช่วงตลาดผันผวนผิดปกติ หรือช่วงที่สภาพคล่องหายไป ซึ่งเป็นช่วงที่ระบบส่วนใหญ่พังพร้อมกัน
อีกจุดที่ควรดูคือระยะเวลาที่ใช้ฟื้นตัวจาก Drawdown ครั้งใหญ่ที่สุด ถ้าระบบใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะกลับมาที่จุดพีคเดิม คุณต้องถามตัวเองว่ารับความรู้สึกในช่วงเวลานั้นไหวหรือไม่ เพราะคนส่วนใหญ่เลิกใช้ระบบไปก่อนที่มันจะฟื้น
สรุป
Drawdown คือตัวเลขที่บอกว่าพอร์ตเคยลดลงจากจุดสูงสุดไปลึกที่สุดเท่าไหร่ และเป็นตัวชี้วัดความเสี่ยงที่ตรงไปตรงมากว่าตัวเลขกำไร เพราะการขาดทุนกับการฟื้นตัวไม่ได้ใช้เปอร์เซ็นต์เท่ากัน ยิ่ง Drawdown ลึก ยิ่งต้องใช้กำไรมากขึ้นแบบทวีคูณเพื่อกลับมาเท่าทุน
การรักษา Drawdown ให้อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ ทำได้ด้วยการจำกัดความเสี่ยงต่อไม้ ตั้งจุดตัดขาดทุนทุกครั้ง ไม่ใช้เลเวอเรจเกินกำลัง และกำหนดเพดานขาดทุนรายวันไว้ล่วงหน้า สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้กำไรเพิ่มขึ้นทันที แต่ทำให้คุณยังอยู่ในตลาดต่อไปได้ ซึ่งเป็นเงื่อนไขข้อแรกของการเป็นนักเทรดระยะยาว
สำหรับผู้ที่ต้องการอ่านนิยามในเชิงการเงินเพิ่มเติม สามารถศึกษาได้จาก คำอธิบาย Drawdown ของ Investopedia
คำเตือนความเสี่ยง: การเทรด Forex มีความเสี่ยงสูงและอาจทำให้สูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน ผู้อ่านควรศึกษาข้อมูลให้เข้าใจและประเมินความเสี่ยงที่ตนเองรับได้ก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง
🎯 ฝึกฟรี ไม่ต้องใช้เงินจริง
อ่านจบแล้ว…
ลองฝึกของจริงด้วยบัญชีทดลองฟรี
✅ เงินจำลองให้ฝึก ไม่เสี่ยงเงินจริงแม้แต่บาทเดียว
✅ ตั้ง Stop Loss / Take Profit ได้ครบทุกเครื่องมือ
✅ รองรับ Micro Lot เริ่มต้นเล็กได้ตามต้องการ
ใช้เวลาสมัครไม่ถึง 2 นาที • ไม่มีค่าใช้จ่าย
ลิงก์ด้านบนเป็นลิงก์พันธมิตร (Affiliate Link) เราอาจได้รับค่าคอมมิชชั่นหากคุณสมัครผ่านลิงก์นี้ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับคุณ และไม่มีผลต่อความเป็นกลางของเนื้อหา




